ตอนที่ 2
Climate Resilience ทำอย่างไร
พร้อมกรณีศึกษา
โดย Carbon Institute for Sustainability (CBiS) × คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
How To Build Climate Resilience จากการประเมินความเสี่ยงสู่การลงมือทำ
Climate Resilience ไม่ใช่โครงการเดียวและไม่สามารถสร้างได้ด้วยโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่เป็น “วงจรการบริหาร” ที่เริ่มจากการเข้าใจความเสี่ยง ประเมินความเปราะบาง เลือกมาตรการ ลงทุน ทดลอง ติดตามผล และทบทวนใหม่เมื่อข้อมูลภูมิอากาศหรือบริบทสังคมเปลี่ยนแปลง ISO 14091:2021 เสนอแนวทางการประเมิน vulnerability, impacts and risk ที่ใช้ได้ทั้งกับความเสี่ยงปัจจุบันและอนาคต และสามารถใช้เป็นฐานสำหรับการวางแผน ดำเนินการ และติดตามผลด้าน climate adaptation
กรอบปฏิบัติ 7 ขั้นตอนสำหรับองค์กร
1) กำหนดขอบเขตและเป้าหมาย (Define scope & strategic objective): ระบุสินทรัพย์ กิจกรรม ห่วงโซ่คุณค่า พื้นที่ และบริการสำคัญที่ต้องรักษาความต่อเนื่อง
2) ระบุเหตุการณ์ด้านภูมิอากาศ (Identify climate hazards): วิเคราะห์ภัยจากสภาพ
ภูมิอากาศที่อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจขององค์กร เช่น น้ำท่วม น้ำทะเลหนุน การกัดเซาะ ภัยแล้ง ความร้อนจัด ฝนหนัก พายุ และเหตุการณ์ compound events ที่อาจเกิด
พร้อมกันหลายเหตุการณ์
3) การวิเคราะห์ความเปราะบาง (Analyze exposure & vulnerability) : ดูว่าทรัพย์สิน คน ระบบ และกระบวนการใดอยู่ในพื้นที่เสี่ยง และอะไรทำให้ผลกระทบรุนแรงขึ้น เช่น อายุโครงสร้าง พึ่งพาระบบสาธารณูปโภคสูง หรือขาดทางเลือกสำรอง
4) ประเมินความเสี่ยงและความสำคัญของผลกระทบ (Assess risk & criticality):
จัดลำดับความสำคัญตามโอกาสเกิด ขนาดผลกระทบ ระยะเวลาฟื้นตัว และความสำคัญต่อภารกิจหรือรายได้
5) ออกแบบทางเลือกในการปรับตัว (Design adaptation options): การปรับตัวให้สามารถรับมือกับผลกระทบของ climate change ได้ ทั้งมาตรการเชิงกายภาพ ธรรมชาติ เทคโนโลยี การเงิน การจัดการ และพฤติกรรม ไม่ยึดติดกับโครงการก่อสร้างชนิดเดียว
6) ความทนทานของกลยุทธ์ภายใต้อนาคตที่ไม่แน่นอน (Test Robustness): ใช้หลาย climate scenarios และทดสอบว่าแผนยังใช้การได้หรือไม่เมื่ออนาคตแตกต่างจากที่คาด
7) ดำเนินการ ติดตามผล และเรียนรู้เพื่อปรับปรุง (Implement, Monitor & Learn):
ตั้งงบประมาณ เจ้าของงาน KPI ระบบข้อมูล และรอบการทบทวน เพื่อให้ resilience กลายเป็นความสามารถถาวรขององค์กร
กรอบคิดสำหรับผู้บริหาร: “Climate Resilience ต้องเป็นส่วนหนึ่งของทุกการตัดสินใจ”
การสร้าง Climate Resilience ควรถูกนำไปเชื่อมโยงกับกระบวนการตัดสินใจหลักขององค์กร ตั้งแต่การกำหนดทิศทางธุรกิจ การลงทุน การดำเนินงาน ไปจนถึงการบริหารบุคลากรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย แนวคิดนี้สอดคล้องกับ IFRS S2 และกรอบ TCFD ที่เน้นให้องค์กรพิจารณาผลกระทบของความเสี่ยงและโอกาสด้านสภาพภูมิอากาศต่อกลยุทธ์ โมเดลธุรกิจ การวางแผนทางการเงิน การบริหารความเสี่ยง และธรรมาภิบาลขององค์กร
· ระดับกลยุทธ์: Climate Risk ควรเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ขององค์กร โดย IFRS S2 กำหนดให้บริษัทพิจารณาว่าความเสี่ยงและโอกาสด้านภูมิอากาศส่งผลต่อ business model, value chain, strategy และ decision-making อย่างไร รวมถึงความสามารถของกลยุทธ์ในการปรับตัวต่อความไม่แน่นอนในอนาคต
· ระดับการลงทุน: การลงทุนเพื่อเพิ่ม Climate Resilience ไม่ควรประเมินจากค่าใช้จ่ายเริ่มต้นเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาว่า หากองค์กรไม่ลงทุน จะเกิดต้นทุนหรือความเสียหายอะไรขึ้นบ้าง แนวคิดนี้สอดคล้องกับกรอบ TCFD และ IFRS S2 ที่เน้นให้ประเมินผลกระทบของ Climate Risk ต่อการวางแผนทางการเงิน ฐานะการเงิน กระแสเงินสด และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน
· ระดับการดำเนินงาน: Climate Resilience จะเกิดขึ้นจริงได้เมื่อองค์กรสามารถเปลี่ยนข้อมูลความเสี่ยงให้กลายเป็นการปฏิบัติที่ชัดเจน โดยควรกำหนด Trigger หรือเงื่อนไขที่ใช้กระตุ้นการตัดสินใจล่วงหน้า เป็นส่วนสำคัญของการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ และช่วยให้องค์กรสามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ได้รวดเร็วขึ้น
· ระดับคนและธรรมาภิบาล: IPCC ชี้ว่าระบบธรรมาภิบาลมีบทบาทสำคัญต่อความสำเร็จของ Climate Adaptation เนื่องจากการรับมือกับ Climate Risk ต้องอาศัยโครงสร้าง กระบวนการ และการประสานงานในการตัดสินใจ การดำเนินงาน การติดตาม และการประเมินผล นอกจากนี้ การมีเป้าหมายที่ชัดเจน การประสานงานระหว่างหน่วยงาน และกระบวนการตัดสินใจแบบมีส่วนร่วม ยังเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญของ Climate Resilient Development
กรณีศึกษา 1 PTT Global Chemical (GC): เปลี่ยนความเสี่ยงด้านน้ำให้เป็นระบบ resilience
GC เป็นกรณีศึกษาที่เหมาะกับบริบทไทย เพราะธุรกิจปิโตรเคมีมีความต้องการใช้น้ำอย่างต่อเนื่องและฐานการผลิตในพื้นที่ EEC เผชิญความเสี่ยงจากความแปรปรวนของน้ำ บริษัทกำหนด One Water Strategy ที่ครอบคลุม Governance, Water Stewardship และ Resilience พร้อมหลัก 3Rs และการสร้างเครือข่ายร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรม
ในรายงานของ GC มีการดำเนินมาตรการ เช่น Wastewater Reverse Osmosis (WWRO) เพื่อใช้น้ำทิ้งที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้ใหม่ การติดตั้ง Sea Water Reverse Osmosis (SWRO) เพื่อเตรียมพร้อมต่อวิกฤตภัยแล้งใน EEC การเพิ่มประสิทธิภาพระบบน้ำหล่อเย็น และการนำน้ำจากกระบวนการกลับมาใช้ใหม่ จุดเด่นคือมาตรการเหล่านี้ไม่ได้ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว แต่สร้าง water security และ business continuity ไปพร้อมกัน
กรณีศึกษา 2 Microsoft: นวัตกรรมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อลดความเสี่ยงน้ำและพลังงาน
Microsoft ตั้งเป้าหมาย water positive ภายในปี 2030 และใช้ portfolio ของโครงการเติมน้ำกลับสู่ลุ่มน้ำ การลงทุนด้าน water and climate resilience และการออกแบบศูนย์ข้อมูลรุ่นใหม่เพื่อลดการใช้น้ำในการระบายความร้อน ในรายงานสิ่งแวดล้อมปี 2025 บริษัทระบุว่าการออกแบบระบบ direct-to-chip cooling สามารถประหยัดน้ำได้มากกว่า 125 ล้านลิตรต่อศูนย์ข้อมูลต่อปีในบางรูปแบบ และมีการพัฒนา data center design ที่ใช้ระบบระบายความร้อนแบบไม่ใช้น้ำในบางกรณี
Climate resilience ไม่จำเป็นต้องเกิดจากการเพิ่มโครงสร้างป้องกันเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากการ redesign เทคโนโลยีตั้งแต่ต้นทาง เมื่อความต้องการ AI และ cloud เพิ่มขึ้น ระบบระบายความร้อนจึงกลายเป็นประเด็นที่เชื่อม Resource Efficiency, Infrastructure Resilience, Cost Management และ Social Licence to Operate เข้าด้วยกัน
กรณีศึกษา 3 Unilever: ทำให้ climate resilience ลงไปถึงห่วงโซ่อุปทาน
Unilever ระบุใน Climate Transition Action Plan และ Annual Report ว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศสามารถกระทบความพร้อมใช้และราคาวัตถุดิบ บริษัทจึงติดตามและจำลองผลกระทบของสภาพอากาศต่อ raw-material availability และ pricing แล้วนำผลเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ forecasting process นอกจากนี้ยังทำงานร่วมกับเกษตรกรเพื่อส่งเสริม regenerative agriculture และดำเนิน water stewardship ในโรงงานที่อยู่ในพื้นที่เผชิญ water stress
Resilience ของบริษัทข้ามชาติต้องกระจายไปตลอด value chain เพราะสัดส่วนสำคัญของความเสี่ยงทางธุรกิจอยู่ที่ upstream และ downstream ซึ่งองค์กรไม่สามารถควบคุมได้ทั้งหมด การสร้างความร่วมมือกับ supplier และเกษตรกรจึงเป็นทั้ง Social และ Governance mechanism ที่ช่วยลดความเปราะบางในระยะยาว
ตารางที่ 1 แสดงแนวทางแปลง Climate Resilience ให้เป็นแผนงานองค์กร
ประเด็น | ตัวอย่างคำถาม ผู้บริหาร | มาตรการ | KPI ตัวอย่าง |
| Water | โรงงานหยุดได้กี่วันหากน้ำต้นทางลดลง? | Water storage, reuse, alternative source, SWRO/WWRO | days of reserve, m³/unit, downtime avoided |
| Heat | คนและสินทรัพย์ยัง ปลอดภัยหรือไม่? | Cooling, heat action plan, working-hour shift | heat incidents, WBGT/temperature threshold |
| Flood | critical equipment อยู่สูงกว่าระดับเสี่ยง หรือไม่? | Elevation, drainage, retention area, emergency plan | recovery time, avoided loss |
| Supply chain | คู่ค้าสำคัญมี climate contingency หรือไม่? | Dual sourcing, supplier mapping, buffer stock | critical suppliers assessed, recovery time |
| Finance | เงินลงทุนใดลด ความเสี่ยงมากที่สุด? | Scenario analysis, resilience capex, insurance | risk-adjusted NPV, resilience budget |
| Governance | ใครตัดสินใจเมื่อ threshold ถูกเกิน? | Owner, trigger, drill, board oversight | response time, drill coverage |
บทสรุป: ESG และ Climate Resilience
ESG และ Climate Resilience ไม่ควรถูกพิจารณาแยกออกจากกัน แต่ควรได้รับการบูรณาการเป็นส่วนหนึ่งของระบบการบริหารจัดการองค์กร องค์กรที่มีนโยบายและการดำเนินงานด้าน ESG ที่ดี แต่ไม่สามารถรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยังคงมีความเสี่ยงและความเปราะบางต่อการดำเนินธุรกิจ ในทางกลับกัน การลงทุนเพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงด้านภูมิอากาศจะไม่สามารถสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนได้อย่างเต็มที่ หากขาดระบบธรรมาภิบาลที่มีประสิทธิภาพ การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และความโปร่งใสในการดำเนินงาน
ดังนั้น แนวคิด ESG-Driven Strategy for Climate Resilience จึงมุ่งเน้นการนำประเด็นด้านความยั่งยืนและความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ขององค์กร โดยใช้ข้อมูลด้าน Climate Risk เป็นฐานในการกำหนดทิศทางและกลยุทธ์ทางธุรกิจ ใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อประเมินและจัดลำดับความสำคัญของการลงทุน ใช้หลักธรรมาภิบาลเพื่อกำหนดบทบาท และกลไกการกำกับดูแล ตลอดจนส่งเสริมการมีส่วนร่วมของบุคลากรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้มาตรการด้าน Climate Resilience สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม
ในระยะยาว การบูรณาการ ESG และ Climate Resilience จะช่วยให้องค์กรสามารถพัฒนาขีดความสามารถในการปรับตัวและค้นหาโอกาสใหม่ทางธุรกิจจากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะในบริบทของการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและสภาวะภูมิอากาศที่มีความผันผวนมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ Climate Resilience จึงสามารถมองได้ว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนแนวคิดด้าน ESG จากกรอบการรายงานและการกำกับดูแล ไปสู่การสร้างความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนขององค์กรในระยะยาว

เอกสารอ้างอิง
[1] International Organization for Standardization (ISO). ISO 14091:2021 Adaptation to climate change — Guidelines on vulnerability, impacts and risk assessment. https://www.iso.org/standard/68508.html
[2] Thailand Environment Institute (TEI). Urban Climate Resilience: การรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของเมืองในประเทศไทย. https://www.tei.or.th/thaicityclimate/index-e.html
[3] Research Cafe’ / สกสว. (2020). การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ความจำเป็นที่ต้องปรับตัว. https://researchcafe.tsri.or.th/climate-resilience-society/
[4] PIER. (2023). การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: คืออะไร ปรับตัวอย่างไร และใช้กลไกทางการเงินประเภทใดในการสนับสนุน. https://www.pier.or.th/en/abridged/2023/12/

